การฝังเข็มและครอบแก้ว

การฝังเข็มและรมยา เป็นการป้องกันและรักษาโรควิธีหนึ่งของการแพทย์แผนจีน โดยประยุกต์ใช้

ตามการวินิจฉัยแยกโรค ซึ่งมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการแพทย์จีนประกอบด้วย

1) ทฤษฎีพื้นฐานของการกำเนิด

การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งและชีวิต ได้แก่ ทฤษฎีอิน-หยาง และปัญจธาตุ

2) ทฤษฎีกายวิภาคและสรีรวิทยา ได้แก่ ทฤษฎีอวัยวะภายใน ชี่ เลือด ของเหลวในร่างกาย ระบบเส้นลมปราณและจุดฝังเข็ม

3) ทฤษฎีเกี่ยวกับโรคและการรักษา ได้แก่ ปัจจัยก่อโรค พยาธิกำเนิด กระบวนการวินิจฉัยโรค การตรวจ

ร่างกาย การวินิจฉัยแยกโรคอย่างเป็นระบบ

การฝังเข็มจึงไม่ใช่แค่แทงเข็มไปตามจุดต่าง ๆ บนร่างกาย แล้วทำให้โรคหรือความเจ็บป่วยต่าง ๆ หายไป

ได้ อีกทั้งจุดฝังเข็มที่มีมากกว่า 700 จุด ทั่วร่างกาย ย่อมไม่อาจแทงได้ทั้งหมดในคราวเดียว หากมีหลักปฏิบัติ

ที่ดี เข็มเพียงไม่กี่เล่มและจุดเพียงไม่กี่จุดก็สามารถรักษาโรคให้หายได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับทฤษฎีพื้นฐานที่แม่นยำ

การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง การเลือกจุดและเทคนิคในการฝังเข็มที่เหมาะสม

แพทย์จะทำการวิเคราะห์โรคและปักเข็มลงในจุดที่มีผลในการรักษา โดยใช้เข็มที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่

จำเป็น ตามปกติจะไม่ใช้เข็มจำนวนมากในการรักษาแต่ละครั้ง เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเจ็บมากเกินไป

ผู้ป่วยควรมีความตั้งใจที่จะรับการรักษา และไม่ควรกังวลหรือกลัวมากเกินไป เช่น กลัวการติดเชื้อ

ความเจ็บปวด นอกจากนั้นหากผู้ป่วยมีโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอันอาจติดต่อไปยังผู้อื่น

ได้ หรือมีโรคประจำตัว มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ/การหายใจ โรคลมชัก ตั้งครรภ์ต้องแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษา

ทราบก่อนลงมือรักษา ปัจจุบันการให้บริการฝังเข็มในประเทศไทยจะใช้เข็มครั้งเดียวแล้วทำลายไม่นำกลับมาใช้

อีก

การเตรียมตัวและขั้นตอนการฝังเข็ม

-การเตรียมตัวก่อนการฝังเข็ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเลือกเข้ารับการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การฝังเข็มเป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก การตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีนี้อาจไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเห็นผลกับผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นอาจเลือกรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันรูปแบบอื่น

ขั้นตอนการฝังเข็มและแนวทางในการฝังเข็มดังต่อไปนี้

แพทย์ผู้ทำการรักษาจะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษา จุดฝังเข็ม อาจต้องมีการถอดเสื้อหรือเปลี่ยนชุดที่แพทย์เตรียมให้ในกรณีที่ชุดของผู้ป่วยไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังเข็ม จากนั้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนในท่าที่เหมาะสม แพทย์จะนำเข็มที่มีลักษณะบางมากแทงลงไปยังบริเวณจุดฝังเข็มบนร่างกายอาจเป็นบริเวณมัดกล้ามเนื้อ หรือบริเวณชั้นผิวหนังแล้วแต่บริเวณที่จะทำการรักษา โดยความยาวและความหนาของเข็มนั้นก็จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะทำการฝังลงไป โดยแต่ละครั้งในการฝังอาจจะมีจำนวนตั้งแต่ 5-20 เล่มหรือบางกรณีมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยของผู้ที่เข้ารับการรักษา ในระหว่างที่แพทย์กำลังแทงเข็มลงไปยังบริเวณจุดฝังเข็ม ผู้ป่วยควรอยู่อิริยาบถที่ผ่อนคลายที่สุด ไม่ควรเกร็งเพราะจะทำให้มีอาการปวดมากยิ่งขึ้นและอาจจะเกิดอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆร่วมด้วย บริเวณที่ฝังเข็มอาจทำให้รู้สึกชาหรือปวดตึง ๆ ถ้ารู้สึกเจ็บมาก ควรรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษาทันที แพทย์ผู้ทำการรักษาอาจทำการกระตุ้นเข็มโดยหมุนหรือการปั่นเข็มเข็ม ใช้ความร้อน หรือกระตุ้นเข็มด้วยกระแสไฟฟ้า (Electroacupuncture) ลงไปที่เข็มร่วมด้วย แพทย์จะใช้เวลาในการคาเข็มไว้ประมาณ 15-25 นาที ก่อนดึงเข็มออก ในขณะที่ผู้ป่วยนอนผ่อนคลายอยู่บนเตียง จะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดในระหว่างที่แพทย์กำลังดึงเข็มออก

 

-หลังการฝังเข็ม ผู้ป่วยอาจรู้สึกผ่อนคลายหรือกระชุ่มกระชวย บางรายอาจไม่พบอาการที่ดีขึ้นหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา หลังจากเข้ารับการรักษาภายในช่วง 2-3 สัปดาห์ หากไม่พบอาการที่ดีขึ้น อาจหมายความว่าผู้ป่วยไม่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อาการที่เชื่อว่าสามารถบรรเทาได้ด้วยการฝังเข็ม

ถึงแม้บางครั้งอาจจะบอกได้ยากว่าวิธีการรักษาในรูปแบบนี้ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคได้อย่างไร แต่ผู้ป่วยหลายรายพบว่าความเจ็บปวดจากอาการต่าง ๆ ได้ทุเลาลงหลังเข้ารับการรักษา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการฝังเข็มร่วมกับการรักษาแบบปกติ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือมีอาการดังต่อไปนี้ อาการปวดเรื้องรัง เช่น ปวดหัว ไมเกรน ปวดฟัน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ โรคข้อเข่าเสื่อม รวมไปถึงอาการปวดจากการผ่าตัด โรคมะเร็ง สามารถใช้การฝังเข็มเข้าร่วมกับการรักษาแบบปกติ เช่น การทำเคมีบำบัดหรือการทำคีโม การฉายรังสี การผ่าตัด โดยอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในระหว่างการรักษา ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการปวดประจำเดือนแบบรุนแรง อาจใช้การฝังเข็มเป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการปวดได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตั้งครรภ์ในเพศหญิง โดยมีกรณีศึกษาหนึ่งได้บอกว่า การฝังเข็มจะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดภาวะเครียดและเสริมการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณมดลูก สามารถเพิ่มอัตราความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์

ฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคการกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือและหลัง ส่งผลให้เกิดอาการชา เสียวแปล๊บ หรืออ่อนแรงที่บริเวณนิ้ว มือ และขา หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี๊ด  เจ็บหน้าอก และไอ ที่เป็นผลมาจากโรคหอบหืดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ

 

ฝังเข็มเจ็บไหม ? อันตรายหรือไม่ ?

 

การฝังเข็มให้เกิดผลในการรักษาโรค ไม่ใช่แค่เพียงแพทย์จีนปักเข็มไปตามร่างกายเท่านั้น แต่แพทย์จีนยังต้องมีเทคนิคหลายอย่างในขั้นตอนการฝังเข็ม การเลือกรักษากับแพทย์จีนที่มีความรู้เกี่ยวกับเข็มและอุปกรณ์การฝังเข็มเป็นอย่างดี ทั้งการเลือกใช้ประเภทของเข็ม วิธีการใช้ ข้อระวังและเทคนิคต่างๆในการกระทำต่อเข็มเพื่อให้ผลการรักษาได้ผลดี ตั้งแต่เริ่มจับเข็มแทง จนกระทั่งถอนเข็ม รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณ์ร่วมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

แพทย์จีนใช้เข็มอะไรฝังเข็มคนไข้ ?
 

ปัจจุบันการฝังเข็มได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก หลายๆท่านมีคำถามว่า เข็มที่หมอจีนใช้ปักบนร่างกายของคนไข้ หมอใช้เข็มอะไร? เหมือนเข็มฉีดยาไหม?  แล้วเจ็บหรือเปล่า? 
 

* เป็นเข็มที่แพทย์จีนนิยมใช้ เรียกว่า เข็มปลายสน ส่วนปลายของเข็มมีลักษณะเหมือนใบสน มีความคมพอประมาณ
 

เข็มที่แพทย์จีนนิยมใช้แพร่หลายที่สุดคือ เข็มบาง มีลักษณะกลม-บาง ปลายเข็มแหลมคม ความยาวอยู่ระหว่าง 5-125 มิลลิเมตร ทำจากโลหะสะแตนเลส มีความทนทาน ยืดหยุ่น ไม่หักหรือเปราะแตกง่ายและไม่เป็นสนิม ส่วนปลายเข็มมีความแหลมคม และเป็นส่วนที่แทงนำผ่านเข้าสู่ผิวหนัง และเนื่องจากเข็มมีความบางและแหลมคมมาก เมื่อแทงผ่านผิวหนังแทบจะไม่ทำให้เจ็บเลย เข็มที่แพทย์จีนนำมาใช้ในการรักษาจะต้องบรรจุอยู่ในภาชนะที่ปลอดเชื้อจนกว่าจะนำมาถูกใช้งาน เข็มทั้งเล่มต้องตรง ไม่คดงอ ตัวเข็มกลม ผิวเรียบ มีความยืดหยุ่น สามารถโค้งคอและคืนสภาพได้ดีเข็มที่ผ่านการใช้งานแล้วจะถูกทำลายทิ้งไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ 

ความรู้สึกของคนไข้ระหว่างการฝังเข็มเป็นอย่างไร ?
 

"การได้ชี่" (得气 DéQì: Arrival of Qi) หรือ ปฏิกิริยาต่อเข็ม (needling sensation) หมายถึง ความรู้สึกถึงการออกฤทธิ์ของเข็มเมื่อแทงเข็มลงไปถึงจุด โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกปวด, ชา, พองแน่น หรือรู้สึกหน่วงบริเวณรอบจุดที่ฝังเข็ม หรืออาจรู้สึกแล่นกระจายขึ้นหรือลงไปตามแนวเส้นลมปราณ ในขณะเดียวกันแพทย์ฝังเข็มจะรู้สึกว่าเข็มในมือตึงแน่นเหมือนถูกหน่วงเอาไว้ คัมภีร์โบราณ เปรียบเทียบว่า ‘รู้สึกหน่วงเหมือนปลากระตุกสายเบ็ด’ ซึ่งการได้ชี่มีความสำคัญมากในการฝังเข็มให้ได้ผลในการรักษา

ข้อห้ามในการฝังเข็ม

ไม่ทำการฝังเข็มในผู้ป่วยดังต่อไปนี้

– ผู้ที่ตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก

– โรคเลือดหรือมีความผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด

– โรคเร่งด่วนที่ต้องการการรักษาโดยการผ่าตัดอย่างแน่นอน

– โรคมะเร็งที่ยังไม่ได้ปรึกษาแพทย์

การครอบแก้ว

การครอบแก้ว หรือ Cupping Therapy เป็นการใช้วัสดุ เช่น แก้ว ถ้วย ซิลิโคน หรือกระบอกไม้ไผ่ มาไล่อากาศออกโดยใช้ความร้อน จากนั้นนำมาวางครอบบนร่างกาย เน้นบริเวณเส้นลมปราณตามตำราแพทย์จีน วัสดุนั้นจะดูกล้ามเนื้อจนมีเลือดมาคั่งและทำให้ผิวหนังมีสีแดง หรือม่วงคล้ำขึ้น เชื่อว่าการครอบแก้วจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดการคั่งของเสีย ปรับสมดุลร่างกาย และลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในจุดที่ครอบแก้วได้

รูปแบบการครอบแก้ว

มีหลายวิธี แพทย์จีนจะทำหน้าที่เลือกวิธีรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยอธิบายคร่าวๆ ได้ดังนี้

1.วิธีหลิวกว้าน (Leaving Cupping) คือ การครอบแก้วทิ้งไว้บนผิวหนังเป็นเวลา 5-15 นาที แล้จึงดึงออก ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องเวลา แพทย์จีนผู้เชี่ยวชาญจะต้องเป็นผู้ประเมิน เนื่องจากถ้าครอบทิ้งไว้นานเกิน อาจทำให้เกิดตุ่มน้ำพุพอง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงดูด บริเวณที่รักษา และอาการของโรค ผู้ป่วยแต่ละรายอาจใช้จำนวนแก้วแตกต่างกัน บางคนครอบแก้วใบเดียว บางคนครอบแก้วหลายใบ วิธีนี้เหมาะสำหรับแก้โรคปวดต่างๆ เช่น ปวดหลัง ปวดเอว ปวดท้อง เป็นต้น

          2.วิธีส่านกว้าน (Flashed Cupping) คือ การครอบแก้ว ดึงออก แล้วทำซ้ำ เป็นการครอบแบบไม่ทิ้งไว้ จะครอบจนผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ วิธีนี้เหมาะจะทำบริเวณที่กล้ามเนื้อหย่อนคล้อย ครอบแก้วทิ้งไว้ไม่อยู่หรือบริเวณที่มีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงแบบร่างกายพร่อง

          3.วิธีโจว่กว้าน (Moving Cupping) คือ การเดินแก้ว วิธีนี้จะต้องใช้น้ำมันหรือยาหม่องชโลมบริเวณที่จะเดินแก้ว เพื่อเพิ่มความลื่น โดยถูแก้วไปมาจนผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เหมาะสำหรับผิวบริเวณกว้าง มีกล้ามเนื้อเยอะ เช่น แผ่นหลัง

          4.วิธีฉื้อลั่วป๋วกว้าน (Bleeding Cupping) คือ การเจาะเลือดครอบแก้ว โดยใช้เข็มที่ค่อนข้างหนา เช่น เข็มสามเหลี่ยม เข็มฉีดยา เข็มผิวหนัง เป็นต้น เจาะเส้นเลือดฝอยหรือบริเวณที่จะทำการรักษา จากนั้นใช้แก้วครอบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยเลือด เหมาะสำหรับรักษาอาการผิวหนังคันอักเสบ (Neurodermatitis) สิว ฝีหนอง ไฟลามทุ่ง (Erysipelas) โรคหืด เป็นต้น

          5.วิธีหลิวเจินป๋ากว้าน (Needle Cupping) คือ การครอบแก้วเข็ม โดยเริ่มจากฝังเข็มกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ บริเวณจุดที่ฝังเข็ม จากนั้นคาเข็มทิ้งไว้ แล้วใช้แก้วครอบให้เข็มอยู่ในตำแหน่งตรงกลางแก้วพอดีเป็นเวลา 5-15 นาที จากนั้นดึงแก้วแล้วถอนเข็มออก

 

          6.วิธีเย่ากว้าน (Medicinal Cupping) คือ การครอบแก้วยา โดยเริ่มจากนำยาสมุนไพรจีนมัดใส่ผ้าขาวบางแล้วนำไปต้มจนเดือดข้น จากนั้นใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไปต้มนาน 15 นาที โดยใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนตามชนิดของโรคและการวินิจฉัยของแพทย์จีน ส่วนใหญ่วิธีนี้จะใช้รักษาโรคปวดบริเวณต่างๆ โรครูมาทอยด์ เป็นต้น

 ปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อไปครอบแก้ว

 • ก่อนการครอบแก้ว 

1.ไม่ควรทำหลังอาหารทันที ควรพักอย่างน้อย 30 นาที ไม่ควรทำขณะท้องว่าง หิว หรืออิ่มจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เป็นลมได้

 2.ควรอาบน้ำเตรียมร่างกายให้พร้อม

 • ขณะครอบแก้ว

 1.ควรอยู่ในท่าที่สบาย ไม่ขยับตัวเปลี่ยนท่า เพื่อป้องกันอันตรายจากแก้วที่อาจตกแตกและไฟลวก

 2.กำหนดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ ช้าๆ เป็นจังหวะ สม่ำเสมอ เพื่อบรรเทาความเจ็บ

 • หลังครอบแก้ว

 1.ควรใส่เสื้อผ้าเนื้อหนาเพื่อปกปิดบริเวณที่ครอบแก้วให้มิดชิด รอยช้ำจะหายไปเองใน 3 วัน – 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 สัปดาห์

 2.หลังจากครอบแก้ว 3 ชั่วโมงไม่ควรอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการกระทบอากาศเย็นหรือความชื้น การตากลมหรือเครื่องปรับอากาศโดยตรง เพราะทำให้เกิดโรคใหม่ตามมาได้ง่าย

 3.ควรดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้วแล้วพักผ่อน เนื่องจากการครอบแก้วจะช่วยเปิดรูขุมขนเพื่อขับน้ำในร่างกายออกมาเป็นเหงื่อและปัสสาวะ

ฉะนั้นการครอบแก้วควรทำโดยแพทย์จีนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญศาสตร์แพทย์จีนอย่างแท้จริง จึงจะเกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ป่วยสูงสุด

 แพทย์จีนนภษร แสงศิวะฤทธิ์

อาจารย์ประจำคณะการแพทย์แผนจีน

มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ